ชุมชนคนใต้
ชาวไสไทยตั้งธนาคารชุมชนไสไทย สถาบันการเงินของชาวบ้านเพื่อเศรษฐกิจชุมชน
"ไสไทย" เป็นทั้งชื่อชุมชน และชื่อตำบลหนึ่งในเขตอำเภอเมือง จ.กระบี่ ว่ากันว่าชื่อไสไทยตั้งตามนามสกุลของคนจีนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณที่อยู่ติดอ่าวนางจากเจ้าเมืองกระบี่ในอดีต
วันนี้บ้านไสไทย ถูกจัดเป็นหมู่ที่ 4 ในจำนวน 7 หมู่บ้าน ของตำบลไสไทย อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 8 กิโลเมตร ตำบลไสไทยมีคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม นอกจากนั้นชาวไทยเชื้อสายจีนมี ศาลเจ้า "ไสไทย" เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม เช่น การเทศกาลถือศีลกินเจ เป็นประจำทุกปี และยังมีกลุ่มแรงงานจากที่ต่างๆ มาทำกินในธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน
สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านไสไทย เป็นที่ราบสลับเนินเขาเหมาะแก่การเพาะปลูก มีลำห้วยไหลผ่านลงสู่ทะเล ซึ่งเรียกว่า "คลองไสไทย" ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขินมาก ใช้ประโยชน์ได้เพียงเล็กน้อย ในฤดูแล้งน้ำขาดเป็นบางตอนไหลไม่ต่อเนื่อง สภาพดินเป็นดินแดงสามารถเพาะปลูกพืชได้เป็นอย่างดี และพืชที่ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกกันมาก คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ต่างๆ
บ้านไสไทยมีประสบการณ์ในการจัดการทุนของชุมชนมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ในรูปแบบที่เป็นตัวเงิน และทุนที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น พอสรุปได้ดังนี้
1. ทุนที่เป็นตัวเงิน คือ กลุ่มฌาปณกิจหมู่บ้าน ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 300 คน มีคณะกรรมการมัสยิด 15 คน เป็นผู้บริหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยเรียกเก็บเงินเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิตลงรายละ 20 บาท
2. ภูมิปัญญาด้านอาชีพ บ้านไสไทยมีผู้รู้ผู้ชำนาญด้านการประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้แก่ การทำสวนยาง และการทำไร่สับปะรด เมื่อประสบปัญหาผู้รู้ผู้ชำนาญในหมู่บ้านจะถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้ โดยจะเห็นได้ว่าในระยะหลังนี้ มีการประกอบอาชีพทำไร่สับปะรดเพิ่มขึ้นหลายครัวเรือน
ด้วยเหตุที่การประกอบอาชีพด้านต่างๆ มีความจำเป็นต้องพึงพาเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนสร้างรายได้ ทำให้ชาวบ้านที่ขาดเงินทุนหมุนเวียนจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบมาลงทุน
ขณะที่ชาวชุมชนมีประสบการณ์การจัดการกองทุนของชุมชน ประกอบกับโอกาสที่ได้รับจากนโยบายรัฐบาลในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ทำให้ชาวชุมชนรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองทุนหมู่บ้าน นำงบสนับสนุน 1 ล้านบาทที่รัฐบาลอุดหนุนมาสนับสนุนให้เกิดกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน
ในการดำเนินงานที่ผ่านมากองทุนหมู่บ้านไสไทยเป็นกองทุนที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการกองทุนอยู่ในระดับ AAA มีผลทำให้กองทุนได้เงินจัดสรรเพิ่ม 100,000 บาท นอกจากนั้นยังได้รับรางวัลกองทุนหมู่บ้านกองทุนหมู่บ้านที่บริหารจัดการโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information technology) จังหวัดกระบี่ ปี 2545 ซึ่งก็คือโปรแกรมระบบบัญชีการเงิน
คุณวิรัช สีหมุ่น ประธานสถาบันการเงินชุมชนบ้านไสไทย ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ผู้คิดต้นโปรแกรมระบบบัญชีการเงิน กล่าวว่า โปรแกรมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการองค์กรการเงินชุมชน ซึ่งในโปรแกรมนี้จะประกอบด้วยระบบฐานข้อมูลสำคัญได้แก่ การจัดทำบัญชี การควบคุมทะเบียนหุ้น เงินกู้ ประวัติสมาชิก การปรับยอดปัจจุบันในสมุดสมาชิกที่ทันสมัย โดยติดบาร์โค้ดไว้ที่สมุดบัญชีของสมาชิก ใช้งานง่าย เปรียบเหมือนกับงาน "ธนาคารจริง"
แต่จากเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ กองทุนหมู่บ้านไสไทยเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีสมาชิกได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้แก่ สมาชิกที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น พนักงาน
โรงแรม ถูกยกเลิกการจ้างเนื่องจากธุรกิจประเภทนี้เกิดภาวะขาดทุน, เรือบริการนักท่องเที่ยว และชาวประมง ที่เรือและเครื่องมือประกอบอาชีพเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ทางกองทุนฯ ประสบกับปัญหาการชำระคืนเงินกู้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทางกองทุนจึงได้พักการชำระหนี้ชั่วคราว ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้กับสมาชิกทั้งหมด จำนวน 99 ราย จำนวนเงิน 1,111,460 บาท โดยโอนมาให้เป็น
ลูกหนี้ค้างชำระในปี 2548 เป็นต้นไป มีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ที่เหลือเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี
ประกอบกับสมาชิกของกองทุนมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการเงินทุนในการประกอบอาชีพมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก คณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อขอมติในการขอกู้เงินเพิ่มจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 1,000,000 บาท ก่อนที่จะประชุมสมาชิกทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อขอมติอนุมัติในการกู้เงินเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ต้องการนำเงินไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพต่อไป จนกระทั่งสามารถกู้เงินมาเพิ่มได้
ต่อมา กองทุนฯ ได้รับเงินช่วยเหลือจากองค์การสหภาพยุโรป (EU) เพื่อสนับสนุนในการประกอบอาชีพแก่สมาชิกผู้ประสบภัย "สึนามิ" จำนวน 100,000 บาทโดยโอนเงินผ่านโครงการ SSP. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขากระบี่เพื่อให้สมาชิกที่ประสบภัยทุกชนิดได้กู้ยืมในระยะสั้น
จนเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 ทางกองทุนหมู่บ้านได้ปรับสถานะมาเป็นสถาบันการเงินชุมชนบ้านไสไทย หรือธนาคารชุมชนบ้านไสไทย เพื่อให้สมาชิกทั่วไปในตำบลได้เข้ามาใช้บริการกันอย่างทั่วถึง จนถึงปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบ ประมาณ สี่ล้านกว่าบาท
พี่อนงค์ สันขวา สมาชิกกองทุนฯที่กู้เงินมาลงทุนทำโรงอิฐ บอกเล่าว่า ตนเองเป็นสมาชิกมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุนหมู่บ้าน เข้าร่วมประชุมสมาชิกสม่ำเสมอ ได้ออกเสียงเลือกคณะกรรมการกองทุน และได้กู้เงินจากกองทุนมา 1 แสนบาท มาซื้อวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำอิฐบล็อก ซึ่งตอนนี้ก็ได้ชำระคืนหมดแล้ว ซึ่งก็เห็นได้ว่าการมารวมกลุ่มแล้วตั้งกองทุน ทำให้เป็นแหล่งเงินกู้หมุนเวียนให้ชาวบ้าน ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส ต้องการเงินทุนทำอาชีพ
ด้านพี่วีระศักดิ์ มนต์ขลัง สมาชิกกองทุนฯ ให้ความเห็นว่า การมีธนาคารชุมชนเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างตนเองกู้มา 60,000 บาท มาลงทุนปลูกสับปะรด เกิดเป็นรายได้ร่วม 500,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือเงินเลี้ยงครอบครัว ดอกเบี้ยก็จ่ายน้อยทางกลุ่มคิดเป็นรายปี ไม่ใช่รายเดือนเหมือนเงินกู้นอกระบบ และธนาคารชุมชนเองก็มีการบริหารจัดการที่ดี มีระบบคอมพิวเตอร์ มีข้อมูล ไปติดต่อขอเบิกเงินก็ได้ทุกครั้งไม่มีปัญหา โดยรวมแล้วถือว่าสะดวกสบายต่อชาวบ้านดีกว่าไปกู้ธกส. ที่มีกฎระเบียบมากมาย และยังอยู่ห่างไกลจากชุมชน
นี่คือเสียงสะท้อนของชาวไสไทยที่รวมกลุ่มกันสร้างธนาคารชุมชน เป็นธนาคารที่มีบทบาทในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของคนเล็กๆ ในสังคมไทย ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่มีศักยภาพ มีการบริหารงานที่มีมาตรฐานด้านข้อมูล สร้างความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือ หลักการมีส่วนร่วมของชุมชน.