บทความ
มองย้อนข้อเสนอแรกหลังเหตุการณ์กรือเซะเมื่อห้าปีที่ผ่านมา
ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตา ปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญแด่พระองค์ ขอความสันติจงมีแด่ศาสดามูฮัมหมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและผู้อ่านทุกท่าน
หลังเหตุการณ์กรือเซะเมื่อห้าปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้ตัดสินใจเขียนบทความชิ้นหนึ่งและเป็นก้าวแรกในการเป็นนักเขียนเต็มตัวในปัจจุบันนี้
หัวข้อดังกล่าวคือ การพลีชีพและแนวคิดการเจรจาสันติภาพกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวัน หน้า 7 เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2547 เพื่ออธิบายปรากฎการณ์และเสนอแนะการแก้ปัญหา และผู้เขียนยังหวังว่าข้อเสนอเมื่อห้าปีที่ผ่านมายังอาจจะมีประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้องอยู่ดังมีรายละเอียด ดังนี้
เหตุการณ์ 107 ศพ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้มีการถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุดว่า ฝ่ายรัฐทำเหมาะสมหรือไม่ เพราะต่างอ้างเหตุผลของตนเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ไม่มีใครชนะแต่จะแพ้ทั้งคู่ เพราะความรุนแรงไม่สามารถทำให้ใครชนะได้ด้วยดุษฎีมีแต่ความสะใจ
อะไรเป็นเหตุให้คนทั้ง 107 คน ซึ่งเป็นศพและอีกหลายคนที่โดนจับหรือหลบหนีไปได้ถึงได้
กล้าหาญยอมพลีชีพในเหตุการณ์ครั้งนี้
ในช่วงแรกๆ ที่ฝุ่นตลบหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ รัฐบาลพยายามอธิบายว่า หัวโจกหรือผู้ก่อการเป็น
พวกค้ายาเสพติด ผู้ก่อการเป็นวัยรุ่นติดยาและหวังสิ้นจ้างรางวัลแต่หลังเหตุการณ์นี้หลายวัน
หลายต่อหลายคนชักจะสรุปว่า น่าจะเป็นเรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ยิ่งได้ฟังคำให้การของผู้ที่โดนจับส่วนหนึ่ง (แต่ต้องฟังอย่างมีวิจารณญาณ) ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่
อุดมการณ์นี้ต้องการรื้อฟื้นอดีตประวัติศาสตร์มาเป็นปัจจุบัน ด้วยการก่อตั้งรัฐอิสลามฟาฏอนีย์ดารุสสลาม โดยใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ
อาจมีหลายคนตั้งข้อสงสัยและด่วนสรุปต่อคนเหล่านี้ว่า ไม่รักชาติ รักแผ่นดิน ไม่รักศาสนาอิสลามหรือตีความศาสนาอย่างผิดๆ แต่ถ้าเราตั้งสติให้ดีเราจะพบคำตอบ เราจะพบว่าผู้ก่อการหลายต่อหลายคนเรียนโรงเรียนศาสนา เคร่งศาสนา มีความประพฤติเรียบร้อย สอนศาสนาแก่เด็กในชุมชน ไม่ใช่เด็กปราศจากการศึกษา หลายต่อหลายคนเป็นนักเรียนไม่ใช่เด็กติดยา
แนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่ว่าจะเป็นขบวนการใดในภาคใต้ถึงแม้จะแตกต่างในแนวทางการทำงาน ก็มีหลักหลักคิดเป็นเอกภาพร่วมกัน กล่าวคือ รัฐอิสลามฟาฏอนีย์ดารุสสลามในอดีตเป็นประเทศเอกราชมาจากชนเชื้อสายมลายู แต่ถูกรัฐสยาม ซึ่งผู้ปกครองเป็นชาวพุทธ (ส่วนใหญ่) เข้ายึดครอง ดังนั้นในแง่ของหลักนิติศาสตร์อิสลามทุกสำนัก คิดถือว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ถูกยึดครองจะต้องยอมพลีชีพและใช้ทุกวิธีทาง โดยมีเงื่อนไขว่าวิธีดังกล่าวจะต้องไม่ผิดหลักนิติศาสตร์อิสลามในการทำสงครามปลดปล่อยประเทศของตน และจะต้องสถาปนารัฐที่ใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ จากหลักคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า
1. คนเหล่านี้มองตัวเองว่าเป็นคนรักชาติ รักมาตุภูมิหรือแผ่นดินเกิด แต่เป็นการรักชาติฟาฏอนีย์ดารุสสลาม ซึ่งเป็นแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยรุ่งเรืองและพวกเขาจะย้อนถามคนไทยหรือนายก
รัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและพลเอกชัยสิทธิ ชินวัตรว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับรัฐสยามในอดีตและไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของลาวหรือพม่า การพลีชีพเพื่อแผ่นดินตนเองผิดด้วยหรือ
2. กลุ่มคนเหล่านี้มองตัวเองว่า เขาต่างหากรักศาสนายอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง เพื่อสถาปนารัฐที่ใช้กฎหมายอิสลามซึ่งเป็นของพระเจ้าและปฏิบัติตามตำราศาสนา เพราะฉะนั้นการที่
จุฬาราชมนตรีออกมาพูดรับประกันความถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ก่อการในมัสยิดกรือเซะ หรือ
ที่อื่นซ้ำยังได้ตำหนิคนเหล่านี้ตีความศาสนาอย่างผิดๆ พวกเขาอาจจะไม่ยอมรับ เพราะจุฬาราชมนตรีพูดในนามมุสลิมไทยในขณะที่พวกเป็นมลายูมุสลิมฟาฏอนีย์
นั่นคือแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ซึ่งนำความคิดการเมืองบูรณาการกับหลักการศาสนา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยึดหลักประวัติสาสตร์ ซึ่งต่างจากรัฐ ซึ่งยึดหลักราชอาณาจักรไทยที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบ่งแยกไม่ได้
เมื่อความต้องการของแต่ละฝ่ายยืนอยู่บนเส้นด้ายคนละขั้วเช่นนี้ การจะหาจุดตรงกลางที่เหมาะสมสามารถสนองความต้องการของทั้งคู่อย่างลงตัวย่อมเป็นเรื่องไม่ใช่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถ
แก้ปัญหาได้ เพราะประเทศไทยปัจจุบันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ให้ความเคารพในสิทธิมนุษย
ชนและความเสมอภาคทุกหมู่เหล่าสูง เหตุการณ์ปัจจุบันต่างจากอดีตที่เป็นรัฐเผด็จการ การที่รัฐ
สยามในอดีตยึดรัฐฟาฏอนีย์ดารุสสลามเป็นเรื่องของคนในอดีตที่มีเหตุการณ์การสู้รบ การยึดครองในที่ต่างๆ ของทั่วโลก คนในปัจจุบันไม่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ในอดีตแม้แต่น้อย หากทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แน่นอนมันคงไม่จบ คนที่ยอมจะสละชีพในอนาคตจากทั้งสองฝ่ายคงมีอย่างแน่นอนและอาจจะมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นเราควรมองอนาคตว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรจะดีกว่าไหม
การที่รัฐแต่งตั้งองค์กรกลางที่ได้รับการยอมรับ เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมั่นใจว่านโยบายสันติวิธีอย่างจริงใจและจริงจังเท่านั้น จะสามารถชนะใจชาวบ้านที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน แนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีจาตุรนต์ ฉายแสงที่อุตสาห์ลงพื้นที่ เป็นทางออกที่ดี (แต่น่าเสียดายได้รับการยับยั้งนโยบายจากฝ่ายรัฐสายเหยี่ยว) นโยบายใต้สันติสุของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธก็เป็นนโยบายที่สวย แนวทางการแก้ปัญหาและข้อเสนอแนะจากนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีควรรับฟัง ในขณะเดียวกันการลงพื้นที่ของท่านก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการชมเชย แต่อีกแนวคิดหนึ่งที่ไม่มีใครเสนอคือ แนวคิดการเจรจาสันติภาพกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในกลุ่มต่างๆ อย่างเปิดเผย
ในเมื่อรัฐยังเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มต่างๆ อย่างเปิดเผยได้ ทำไมการเจรจา
สันติภาพระหว่างรัฐกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนบ้านเราจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนขอเสนอ
การเจรจาดังกล่าวดังนี้
1. ต้องเป็นการเจรจาอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเฉพาะคนในพื้นที่มิใช่ทำกันอย่างลับๆเฉกเช่นอดีต
2. การเจรจาสันติภาพควรมีหลายฝ่ายดังนี้
ผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงจากฝ่ายรัฐที่สามารถกำหนดนโยบายสูงสุดและมีอำนาจตัดสินใจ
แกนนำทุกขบวนการและจะต้องให้หลักประกันความปลอดภัยจากรัฐ
องค์กรเอกชนที่ได้รับการยอมจากประชาชน (เมื่อประกาศรายชื่อ)
องค์กรศาสนาอิสลามเช่นสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามส่วนกลางและพื้นที่ โต๊ะครูที่มีอิทธิพลด้านจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ เช่น บาบอหะยีอิสมาอีล เสอร์ปัญยัง (เช่นเดียวกับหลวงพ่อ
คูณจากไทยพุทธ) ชัยค์ ดร.อิสมาอีล ลุฏฟีย์ จะปะกียา
องค์กรภาคเอกชนเจ้าของพื้นที่จริงๆ ว่าต้องการอย่างไร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคตตนเองเพราะใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่หากมวลชนไม่เล่นด้วยก็จะพัง เพราะฉะนั้นปล่อยให้เขาตัดสินใจอนาคตของเขาเองเถอะ
ผู้เขียนมั่นใจว่าสันติวิธีเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะการใช้ความรุนแรงทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนส่วนน้อยไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือขบวนการ มีแต่จะยัดเยียดความหายนะแก่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่
ที่สำคัญเหตการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะรัฐอาจจะชนะในการใช้กำลังและอาวุธหนักปราบปรามผู้ก่อการ แต่ลึกๆ ในหัวใจของชาวบ้านนั้นรัฐไม่สามารถชนะใจเขาได้และท้ายสุดรัฐกำลังจะแพ้ในสงครามแย่งมวลชน เพียงแต่เขาไม่แสดงออกให้เห็นเท่านั้น